การเริ่มวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับมือใหม่ หากตั้งค่าเครื่องให้เหมาะสม ใช้ท่าวิ่งที่ถูกต้อง และค่อย ๆ เพิ่มความหนักอย่างเป็นขั้นตอน ลู่วิ่งช่วยควบคุมความเร็ว แรงกระแทก และสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าการวิ่งกลางแจ้ง ลดความเสี่ยงอาการเจ็บเข่าและปวดหลัง โดยเฉพาะเมื่อเลือกเครื่องที่มีระบบรองรับแรงกระแทกและโปรแกรมสำหรับผู้เริ่มต้น การวิ่งอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันแรก จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดี วิ่งได้ต่อเนื่อง และสนุกกับการออกกำลังกายในระยะยาว
สรุปข้อมูลสำคัญ
-
เหมาะกับใคร: ผู้เริ่มต้นวิ่ง, คนกลัวเจ็บเข่า–หลัง
-
ความเร็วเริ่มต้น: เดิน 4–5 กม./ชม., จ็อกกิ้ง 6–8 กม./ชม.
-
ระยะเวลา: 20–30 นาที/ครั้ง
-
จุดสำคัญ: วอร์มอัป–คูลดาวน์ทุกครั้ง
-
อุปกรณ์ช่วย: รองเท้าวิ่ง + ลู่วิ่งระบบลดแรงกระแทก
ทำไมมือใหม่ควรเริ่มวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า

ลู่วิ่งไฟฟ้าเหมาะกับมือใหม่เพราะช่วยควบคุมทุกปัจจัยของการวิ่งได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ความชัน หรือพื้นผิวที่สม่ำเสมอ ต่างจากการวิ่งกลางแจ้งที่อาจมีพื้นแข็ง หลุม หรือความลาดเอียงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บข้อเข่าและหลัง ลู่วิ่งยังช่วยให้ผู้เริ่มต้นโฟกัสที่ท่าวิ่งและจังหวะหายใจได้ดีขึ้น อีกทั้งสามารถหยุดหรือปรับระดับได้ทันทีหากรู้สึกไม่ไหว สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย การเริ่มจากลู่วิ่งไฟฟ้าจึงเป็นเหมือน “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ช่วยสร้างความมั่นใจและวินัยในการวิ่งอย่างต่อเนื่อง
วิธีเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนขึ้นลู่วิ่ง
ก่อนเริ่มวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า การเตรียมร่างกายให้พร้อมคือขั้นตอนที่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยลดความเสี่ยงการบาดเจ็บตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง หรือกล้ามเนื้อตึง ในหัวข้อนี้เราจะพาไปดูตั้งแต่การเช็กสุขภาพ การเลือกรองเท้า ไปจนถึงการวอร์มอัปที่เหมาะกับมือใหม่โดยเฉพาะ
เช็กสุขภาพเบื้องต้นของตัวเองก่อนเริ่มวิ่ง
ก่อนเริ่มวิ่ง ควรประเมินสภาพร่างกายของตัวเอง เช่น น้ำหนักตัว โรคประจำตัว อาการปวดเข่าหรือหลังที่เคยมี หากไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือมีประวัติบาดเจ็บ ควรเริ่มจากการเดินเร็วแทนการวิ่ง การรู้ขีดจำกัดของร่างกายจะช่วยป้องกันการฝืนเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบาดเจ็บในมือใหม่
เลือกรองเท้าวิ่งที่รองรับแรงกระแทกได้ดี
รองเท้าวิ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญไม่แพ้ลู่วิ่ง ควรเลือกรองเท้าที่มีระบบซับแรงกระแทก พื้นไม่แข็งหรือบางเกินไป และเหมาะกับลักษณะเท้าของตัวเอง รองเท้าที่ดีจะช่วยลดแรงสะเทือนที่ส่งไปยังข้อเข่าและหลัง ทำให้วิ่งได้นุ่มและมั่นคงขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้รองเท้าผ้าใบทั่วไปหรือรองเท้าแฟชั่น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงการบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว
ท่าวอร์มอัป 5–10 นาทีสำหรับมือใหม่ (เดินเร็ว + ยืดกล้ามเนื้อเบื้องต้น)
การวอร์มอัปก่อนวิ่งช่วยเตรียมกล้ามเนื้อและข้อต่อให้พร้อม ลดโอกาสบาดเจ็บ เริ่มจากการเดินช้าแล้วเพิ่มเป็นเดินเร็วบนลู่วิ่งประมาณ 5 นาที จากนั้นยืดกล้ามเนื้อเบื้องต้น เช่น น่อง ต้นขา สะโพก และหลัง ใช้เวลาอีก 5 นาที วอร์มอัปที่ดีจะทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดออกกำลังกายอย่างนุ่มนวล ไม่กระชากหรือหักโหมเกินไป
วิธีตั้งค่าลู่วิ่งสำหรับมือใหม่ ไม่ให้หนักเกินไป
ลู่วิ่งไฟฟ้ามีฟังก์ชันให้เลือกมากมาย แต่สำหรับมือใหม่ การตั้งค่าที่เหมาะสมสำคัญกว่าความล้ำของเครื่อง หากตั้งเร็วหรือชันเกินไป อาจทำให้ร่างกายรับไม่ไหวและเกิดอาการบาดเจ็บได้ มาดูวิธีตั้งค่าความเร็ว ความชัน และโหมดการใช้งานที่ปลอดภัยและเหมาะกับการเริ่มต้นกันเลย
ความเร็วเริ่มต้นที่แนะนำสำหรับการเดินและจ็อกกิ้ง
สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มเดินที่ความเร็วประมาณ 4–5 กม./ชม. เมื่อร่างกายเริ่มชินจึงเพิ่มเป็นจ็อกกิ้งเบาที่ 6–8 กม./ชม. หลักสำคัญคือยังสามารถพูดเป็นประโยคสั้น ๆ ได้โดยไม่หอบ หากหายใจไม่ทัน แสดงว่าความเร็วสูงเกินไป การเริ่มช้าแต่สม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีกว่า
การใช้ความชัน (Incline) แบบไหนที่ไม่ทำร้ายเข่า
มือใหม่ควรตั้ง Incline ที่ 0–1% เพื่อเลียนแบบการวิ่งบนพื้นราบจริง หลีกเลี่ยงความชันสูงในช่วงแรก เพราะจะเพิ่มแรงกดที่หัวเข่าและเอ็นร้อยหวาย เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้วจึงค่อยเพิ่มความชันในระดับต่ำ ๆ เพื่อเพิ่มความท้าทายอย่างปลอดภัย
การเลือกโหมดอัตโนมัติ vs โหมด Manual สำหรับผู้เริ่มต้น
โหมด Manual เหมาะกับมือใหม่มากที่สุด เพราะสามารถควบคุมความเร็วและความชันได้เองตามความรู้สึก ส่วนโหมดอัตโนมัติหรือโปรแกรมสำเร็จรูปควรเลือกเฉพาะโปรแกรมสำหรับ Beginner เพื่อหลีกเลี่ยงความหนักที่เกินความจำเป็น
ท่าวิ่งที่ถูกต้องบนลู่วิ่ง ช่วยลดอาการเจ็บเข่า–เจ็บหลัง
วิ่งบนลู่ไม่จำเป็นต้องท่าทางเป๊ะเหมือนนักกีฬา แค่จัดท่าให้ถูกจุด ก็ช่วยลดอาการเจ็บเข่าและปวดหลังได้มากแล้ว ต่อไปเราจะชวนคุณมาปรับท่าวิ่งง่าย ๆ ตั้งแต่การลงเท้า การวางตัว ไปจนถึงพฤติกรรมที่มือใหม่มักเผลอทำโดยไม่รู้ตัว
การลงเท้าและการก้าวขา: ไม่ก้าวยาวเกินไป
มือใหม่มักก้าวขายาวเกินไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้แรงกระแทกส่งตรงไปที่เข่า ควรลงเท้าใต้ลำตัว ก้าวสั้นแต่ถี่ขึ้น จะช่วยลดแรงกระแทกและวิ่งได้ลื่นไหลกว่า
การใช้ท่าลำตัว ศีรษะ และแขนให้สมดุล
ลำตัวควรตั้งตรง มองไปข้างหน้า ไม่ก้มคอหรือแอ่นหลัง แขนแกว่งเบา ๆ ตามจังหวะ ไม่เกร็ง การจัดท่าที่ดีจะช่วยให้วิ่งได้นานขึ้นโดยไม่ปวดหลังหรือไหล่
จุดที่มือใหม่มักทำผิด
เช่น เกาะราวแน่นเกินไป ก้มมองเท้าตลอด หรือก้าวตามสายพานมากเกินไป พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ท่าวิ่งผิดธรรมชาติและเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บ
โปรแกรมวิ่งสำหรับมือใหม่ 4 สัปดาห์ (เริ่มจากเดินไปสู่จ็อกกิ้ง)
ถ้าไม่รู้จะเริ่มวิ่งยังไงดี โปรแกรมนี้ช่วยได้เลย เพราะออกแบบมาให้ค่อย ๆ ไปทีละขั้น จากเดินสบาย ๆ ไปจนถึงจ็อกกิ้งเบา ๆ แบบไม่กดดัน หัวข้อนี้จะแบ่งแผนให้ดูเป็นรายสัปดาห์ ทำตามได้ง่าย เหมาะกับมือใหม่ที่อยากเริ่มอย่างจริงจังแต่ไม่อยากหักโหม
สัปดาห์ที่ 1: เดินเร็วบนลู่วิ่งให้ร่างกายชิน
เดินเร็ว 20–30 นาที เน้นความสม่ำเสมอ 3–4 วัน/สัปดาห์
สัปดาห์ที่ 2: สลับเดิน–จ็อกเบาแบบ Interval
เดิน 3 นาที สลับจ็อก 1 นาที รวม 25–30 นาที
สัปดาห์ที่ 3: เพิ่มเวลาจ็อกกิ้ง ลดเวลาการเดิน
จ็อกกิ้ง 2–3 นาที สลับเดิน 1 นาที เพื่อเพิ่มความอึด
สัปดาห์ที่ 4: วิ่งต่อเนื่องระยะเวลาสั้น ๆ อย่างปลอดภัย
ลองวิ่งต่อเนื่อง 10–15 นาที โดยยังควบคุมความเร็วไม่ให้หอบเกินไป
ขั้นตอนคูลดาวน์และยืดเหยียดหลังวิ่งบนลู่วิ่ง
วิ่งเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบลงลู่วิ่ง เพราะช่วงท้ายสำคัญไม่แพ้ตอนเริ่ม ต่อไปนี้เราจะพาไปดูวิธีคูลดาวน์และยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ ที่ช่วยลดอาการตึง ปวดเมื่อย และทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น พร้อมสำหรับการวิ่งครั้งต่อไป
-
ลดความเร็วลงทีละขั้น ไม่หยุดทันที หลังวิ่งควรเดินช้า 5 นาที เพื่อให้หัวใจและกล้ามเนื้อค่อย ๆ ปรับตัว
-
ท่ายืดกล้ามเนื้อขา เข่า น่อง สะโพก หลัง ยืดแต่ละท่าค้างไว้ 15–30 วินาที ช่วยลดอาการตึงและปวดเมื่อย
-
ใช้เครื่องนวดหรือเก้าอี้นวดช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังวิ่ง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดความล้าได้ดี
เลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่เหมาะกับมือใหม่ ควรดูอะไรบ้าง?

สำหรับมือใหม่ ลู่วิ่งที่ดีไม่จำเป็นต้องแรงที่สุด แต่ควรเป็นเครื่องที่วิ่งแล้ว “รู้สึกปลอดภัย ใช้งานง่าย และไม่ทำร้ายร่างกาย” ลองเช็กตามนี้ได้เลย
-
ขนาดสายพานต้องพอดีกับการก้าว สายพานควรกว้างและยาวพอให้ก้าวได้สบาย ไม่รู้สึกอึดอัด ช่วยให้วิ่งเป็นธรรมชาติและลดโอกาสสะดุด
-
ความเร็วสูงสุดไม่ต้องสูงมาก แต่ต้องนิ่งและสม่ำเสมอ สำหรับมือใหม่ ความเร็วระดับเดิน จ็อกกิ้งก็เพียงพอ สิ่งสำคัญคือเครื่องต้องเดินเรียบ ไม่กระตุก
-
รองรับน้ำหนักตัวได้มากกว่าน้ำหนักผู้ใช้จริง เพื่อความมั่นคงและยืดอายุการใช้งาน ควรเลือกลู่วิ่งที่รองรับน้ำหนักได้สูงกว่าน้ำหนักตัวอย่างน้อย 15–20%
-
มีระบบรองรับแรงกระแทกที่ดีต่อข้อเข่าและหลัง จุดนี้สำคัญมาก เพราะช่วยลดแรงสะเทือนจากการวิ่ง ทำให้วิ่งได้นุ่มขึ้น ไม่เจ็บเข่าง่าย
-
มีโปรแกรมวิ่งสำหรับมือใหม่ในตัวเครื่อง โปรแกรมแบบเดิน จ็อกสลับ หรือ Beginner Program ช่วยให้เริ่มวิ่งได้ง่าย ไม่ต้องคิดเองทั้งหมด
-
หน้าจอและปุ่มควบคุมใช้งานง่าย มองเห็นชัด ปรับความเร็วหรือหยุดเครื่องได้ทันที ช่วยเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะตอนเพิ่งเริ่มวิ่ง
-
บริการหลังการขายและการรับประกันที่ไว้ใจได้ เลือกแบรนด์ที่มีศูนย์บริการและอะไหล่รองรับ เช่น Johnson Fitness and Wellness จะช่วยให้ใช้งานได้ยาว ๆ แบบไม่ต้องกังวล
สนใจสั่งซื้อลู่วิ่งไฟฟ้า อุปกรณ์ออกกำลังกายออนไลน์ คลิกเลย!! ติดต่อสอบถามรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม โทรศัพท์: 02-751-9360
หรือ 090-090-6797 อีเมล jhtthailand@johnsonfitness.com
ติดตามข้อมูลข่าวสาร และโปรโมชั่นเด็ดจาก จาก Johnson Fitness and Wellness ได้ที่
Facebook: Johnson Health Tech Thailand
Instagram johnsonfitnessth
Line: Johnson Health TH
YouTube: Johnson Health Tech Thailand
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า
Q1: มือใหม่ควรเริ่มวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้านานแค่ไหนต่อครั้ง?
A: แนะนำเริ่มที่ประมาณ 20–30 นาทีต่อครั้งก็เพียงพอแล้วครับ อาจเริ่มจากเดินเร็วก่อน แล้วค่อยสลับจ็อกเบา ๆ เมื่อร่างกายเริ่มชิน ไม่จำเป็นต้องวิ่งนานตั้งแต่ครั้งแรก
Q2: วิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าทุกวันได้ไหม?
A: สำหรับมือใหม่ ควรวิ่งประมาณ 3–4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาพักและฟื้นตัว หากรู้สึกล้าหรือปวดเมื่อย ควรหยุดพักบ้าง ไม่จำเป็นต้องฝืนทุกวัน
Q3: วิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าจะทำให้เจ็บเข่ามากกว่าวิ่งข้างนอกหรือเปล่า?
A: หากตั้งค่าความเร็วเหมาะสม ใช้ท่าวิ่งถูกต้อง และเลือกลู่วิ่งที่มีระบบรองรับแรงกระแทก ลู่วิ่งไฟฟ้ามักจะนุ่มและควบคุมได้ดีกว่าวิ่งกลางแจ้ง
Q4: วิ่งแล้วจับราวลู่วิ่งตลอดได้ไหม?
A: ไม่แนะนำ การเกาะราวแน่นเกินไปทำให้ท่าวิ่งผิดธรรมชาติและอาจปวดหลังได้ ควรปล่อยแขนตามธรรมชาติ ใช้ราวเฉพาะตอนขึ้น–ลงหรือเวลาทรงตัวไม่มั่นคงเท่านั้น
Q5: ถ้ารู้สึกเจ็บเข่าหรือปวดหลัง ควรทำอย่างไร?
A: ควรหยุดวิ่งทันที ลดความเร็วเป็นเดินช้า และพักจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากอาการเจ็บเกิดซ้ำบ่อย ๆ ควรปรับความเร็ว ท่าวิ่ง หรือพิจารณาเลือกลู่วิ่งที่รองรับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม
Q6: จำเป็นต้องใส่รองเท้าวิ่งทุกครั้งไหม?
A: จำเป็น รองเท้าวิ่งช่วยซับแรงกระแทกและพยุงเท้าได้ดีกว่ารองเท้าทั่วไป ช่วยลดความเสี่ยงเจ็บเข่าและข้อเท้า โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่