อายุ 40+ ควรออกกำลังกายแบบไหน เพื่อรักษากล้ามเนื้อและสุขภาพหัวใจ

อายุ 40+ ควรออกกำลังกายแบบไหน เพื่อรักษากล้ามเนื้อและสุขภาพหัวใจ

Posted by Johnson FitnessTH on

อายุ 40+ ควรออกกำลังกายแบบไหน? แนวทางที่เหมาะสมคือการออกกำลังกายแบบผสมผสาน ทั้ง Cardio Exercise, Strength Training, Flexibility Exercise และ Balance Exercise เพื่อดูแลสุขภาพหัวใจ รักษามวลกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรง และช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออายุมากขึ้น

โดยเฉพาะ Cardio และ Strength Training ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ สำหรับผู้ใหญ่ควรทำกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางประมาณ 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนัก 75-150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO)

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายหลังอายุ 40 ไม่ได้หมายความว่าจะต้องออกกำลังเบาลงเสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือการเลือกระดับความหนักที่เหมาะกับความฟิต สุขภาพ และประสบการณ์ของแต่ละคน รวมถึงเพิ่มความหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

สรุปข้อมูลสำคัญ

  • เป้าหมายหลัก: รักษามวลกล้ามเนื้อ ดูแลสุขภาพหัวใจ เพิ่มความแข็งแรงและความคล่องตัว

  • Cardio Exercise: ประมาณ 150-300 นาที/สัปดาห์ในระดับปานกลาง หรือ 75-150 นาที/สัปดาห์ในระดับหนัก

  • Strength Training: อย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั่วร่างกาย

  • Flexibility Exercise: ฝึกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกายหรือหลังอบอุ่นร่างกาย

  • Balance Exercise: เพิ่มการฝึกควบคุมร่างกายและการทรงตัวเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม

  • คาร์ดิโอที่เหมาะ: เดินเร็ว เดินบนลู่วิ่ง เดินปรับความชัน วิ่งเบา ปั่นจักรยาน Elliptical หรือว่ายน้ำ

  • หลักสำคัญ: ไม่เร่งความหนักเร็วเกินไป ให้ความสำคัญกับท่าที่ถูกต้อง การพักฟื้น และความสม่ำเสมอ

อายุ 40+ ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทำไมยิ่งต้องออกกำลังกาย

อายุ 40+ ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทำไมยิ่งต้องออกกำลังกาย

เมื่อเข้าสู่วัย 40 หลายคนอาจเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม เช่น ใช้เวลาฟื้นตัวจากการออกกำลังกายนานขึ้น รู้สึกว่ากล้ามเนื้อสร้างยากขึ้น หรือน้ำหนักเพิ่มง่ายกว่าในวัยหนุ่มสาว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนั่งนาน การเคลื่อนไหวน้อย การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการรับประทานอาหาร

ข้อมูลจาก National Institute on Aging ระบุว่า มวลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดประมาณช่วงอายุ 30-35 ปี หลังจากนั้นจึงมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงตามอายุ การฝึกกล้ามเนื้อจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความแข็งแรงและความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

ในขณะเดียวกัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยดูแลปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และองค์ประกอบของร่างกาย

ดังนั้น เป้าหมายของการออกกำลังกายในวัย 40+ ไม่ควรมีเพียงการลดน้ำหนัก แต่ควรมองให้ครอบคลุมถึง การรักษากล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของหัวใจ ความคล่องตัว และสมรรถภาพที่ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว

อายุ 40+ ควรออกกำลังกายแบบไหน

อายุ 40+ ควรออกกำลังกายแบบไหน

โปรแกรมออกกำลังกายสำหรับคนวัย 40+ ที่สมดุล ไม่ควรพึ่งการออกกำลังกายประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Cardio, Strength, Flexibility และ Balance

1. Cardio Exercise ดูแลหัวใจและเพิ่มความฟิต

Cardio Exercise หรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและหายใจแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • เดินเร็ว

  • เดินหรือวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า

  • เดินปรับความชัน

  • ปั่นจักรยาน

  • ใช้เครื่อง Elliptical

  • ว่ายน้ำ

  • วิ่งเหยาะ

  • เต้นแอโรบิก

การทำคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยพัฒนาความฟิตของระบบหัวใจและปอด และเป็นหนึ่งในพฤติกรรมสำคัญต่อการดูแลสุขภาพหัวใจ

สำหรับคนวัย 40+ ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย การเดินเร็วหรือเดินบนลู่วิ่งประมาณ 20-30 นาทีถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่าย จากนั้นจึงเพิ่มเวลา ความเร็ว หรือความชันตามความแข็งแรงของร่างกาย

การประเมินความหนักแบบง่ายสามารถใช้ Talk Test ได้ หากออกกำลังกายระดับปานกลาง โดยทั่วไปจะยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ แต่รู้สึกว่าหายใจเร็วขึ้น ส่วนระดับหนักจะหายใจมากจนพูดต่อเนื่องได้ยากกว่า

2. Strength Training รักษากล้ามเนื้อและความแข็งแรง

หากเป้าหมายคือการดูแลร่างกายในวัย 40+ Strength Training ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการออกกำลังกายสำหรับสร้างกล้ามใหญ่ แต่เป็นการฝึกที่มีความสำคัญต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และความสามารถในการเคลื่อนไหวเมื่ออายุมากขึ้น

ตัวอย่าง Strength Training ได้แก่

  • Squat

  • Lunge

  • Chest Press

  • Row

  • Shoulder Press

  • Deadlift หรือ Hip Hinge

  • Lat Pulldown

  • การออกกำลังกายด้วยดัมเบล

  • Resistance Band

  • Weight Machine

  • Bodyweight Exercise

การฝึกแรงต้านสามารถใช้ทั้งน้ำหนักตัว ฟรีเวต เครื่องเวต หรือยางยืด และสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพทั่วไป โปรแกรมที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั่วร่างกายประมาณ 8-10 ท่า ทำ 1-3 เซตในระดับที่เหมาะสม สามารถช่วยพัฒนาความแข็งแรงและสุขภาพโดยรวมได้

สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเน้น คุณภาพของท่ามากกว่าน้ำหนักที่ยก และค่อย ๆ เพิ่มแรงต้านเมื่อสามารถควบคุมท่าได้ดี

การฝึกอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ โดยกระจายให้ครอบคลุมขา สะโพก หลัง หน้าอก ไหล่ แขน และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เป็นพื้นฐานที่เหมาะสำหรับคนวัย 40+ ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์สามารถปรับความถี่และปริมาณการฝึกให้เหมาะกับเป้าหมายได้

3. Flexibility Exercise เพิ่มความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหว

เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจรู้สึกว่าร่างกายตึงหรือเคลื่อนไหวบางท่าได้ไม่คล่องเหมือนเดิม โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือนั่งเป็นเวลานาน Flexibility Exercise จึงช่วยดูแลช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เช่น

  • ยืดกล้ามเนื้อสะโพก

  • ยืดต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง

  • ยืดน่อง

  • ยืดหน้าอกและหัวไหล่

  • ฝึก Mobility บริเวณสะโพก ข้อเท้า และกระดูกสันหลังช่วงอก

  • Yoga หรือ Pilates ในระดับที่เหมาะสม

ควรอบอุ่นร่างกายก่อนการยืดกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงการฝืนยืดจนเกิดอาการเจ็บ

สำหรับคนวัย 40+ ที่มีเวลาจำกัด สามารถเพิ่มช่วง Mobility ประมาณ 5-10 นาทีหลังการออกกำลังกาย หรือแยกเป็นกิจกรรมสั้น ๆ ในแต่ละวันได้

4. Balance Exercise ฝึกการทรงตัวและการควบคุมร่างกาย

Balance Exercise มักถูกมองว่าเป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่การเริ่มฝึกตั้งแต่วัย 40+ สามารถช่วยพัฒนาการควบคุมร่างกาย การประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อ และความมั่นคงระหว่างการเคลื่อนไหวได้

ตัวอย่างเช่น

  • ยืนขาเดียว

  • Single-Leg Deadlift แบบน้ำหนักเบา

  • Step-Up

  • Heel-to-Toe Walk

  • ฝึกเปลี่ยนทิศทาง

  • Yoga

  • Tai Chi

สำหรับคนที่เล่นกีฬา วิ่ง หรือออกกำลังกายเป็นประจำ การทรงตัวที่ดียังสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมท่าทางระหว่างการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนมากขึ้น

อายุ 40+ ควรออกกำลังกายกี่นาทีต่อสัปดาห์

ระดับปานกลาง 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ ระดับหนัก 75–150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือใช้ทั้งสองระดับผสมกัน และควรทำกิจกรรมเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายทั้งหมดในครั้งเดียว ตัวอย่างการจัดตารางง่าย ๆ คือ

  • วันจันทร์: Strength Training 40 นาที

  • วันอังคาร: เดินเร็วหรือเดินบนลู่วิ่ง 30 นาที

  • วันพุธ: Cardio 30 นาที + Mobility

  • วันพฤหัสบดี: Strength Training 40 นาที

  • วันศุกร์: พักหรือเดินเบา ๆ

  • วันเสาร์: Cardio 45-60 นาที

  • วันอาทิตย์: Stretching / Balance / Active Recovery

สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเวลาว่างและความแข็งแรงของแต่ละคน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การทำตารางให้เหมือนกันทุกคน แต่คือ การสะสมปริมาณการออกกำลังกายที่เพียงพอและสามารถทำต่อเนื่องได้

คาร์ดิโอแบบไหนเหมาะกับคนวัย 40+

  1. เดินเร็วบนลู่วิ่งไฟฟ้า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ต้องการควบคุมความเร็วได้ชัดเจน สามารถเพิ่มความท้าทายด้วยการปรับความเร็วหรือความชันโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นการวิ่งทันที

  2. เดินปรับความชัน ช่วยเพิ่มความหนักของการออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องเพิ่มความเร็วมาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการพัฒนาความฟิตและใช้กล้ามเนื้อขามากขึ้น

  3. วิ่งหรือ Jogging เหมาะกับผู้ที่มีพื้นฐานการออกกำลังกายและไม่มีข้อจำกัดด้านข้อต่อ สามารถเริ่มจากการสลับเดินและวิ่ง ก่อนเพิ่มระยะเวลาวิ่งต่อเนื่อง

  4. Elliptical เป็นอีกทางเลือกของการออกกำลังกายแบบ Cardio ที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องและไม่มีจังหวะเท้ากระแทกพื้นเหมือนการวิ่ง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการฝึกหรือลดแรงกระแทกจากการวิ่ง

  5. จักรยานออกกำลังกาย เหมาะสำหรับการทำ Steady-State Cardio หรือ Interval Training สามารถปรับแรงต้านเพื่อควบคุมระดับความหนักได้ และเหมาะกับการสร้าง Home Gym เพราะใช้พื้นที่ไม่มากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์บางประเภท

สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานความฟิตดี สามารถเพิ่ม Interval Training เข้าไปในโปรแกรมได้ เช่น สลับช่วงที่ออกแรงสูงกับช่วงเบา แต่ไม่จำเป็นต้องทำ HIIT ทุกวัน เนื่องจากร่างกายยังต้องการเวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องฝึก Strength Training ร่วมด้วย

5 ข้อผิดพลาดของการออกกำลังกายหลังอายุ 40

  1. ทำแต่คาร์ดิโอ ไม่ฝึกกล้ามเนื้อ การเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานดีต่อสุขภาพ แต่ควรฝึก Strength Training ร่วมด้วย เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง

  2. กลัวเวทเทรนนิงเพราะคิดว่าอายุมากแล้ว อายุ 40 ยังฝึกเวตได้ เลือกใช้น้ำหนักตัว ยางยืด ดัมเบล หรือเครื่องเวตตามความเหมาะสม โดยเน้นท่าที่ถูกต้องและเพิ่มน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป

  3. กลับมาออกกำลังกายหนักเท่าสมัยอายุ 20 ทันที ไม่ควรเร่งกลับไปใช้โปรแกรมเดิมทันที ควรเริ่มจากระดับที่เหมาะกับสภาพร่างกายในปัจจุบัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนัก

  4. ไม่ให้ความสำคัญกับการพักและการนอน ร่างกายต้องใช้เวลาพักฟื้นเพื่อซ่อมแซมและพัฒนากล้ามเนื้อ ควรสลับวันหนัก วันเบา และวันพักให้เหมาะสม

  5. ออกกำลังกายเฉพาะตอนต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายควรมุ่งดูแลสุขภาพระยะยาว ทั้งการรักษากล้ามเนื้อ เพิ่มความฟิตของหัวใจ และช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว

สรุป

อายุ 40+ ควรออกกำลังกายแบบไหน? คำตอบไม่ใช่การเลือกเฉพาะการเดิน วิ่ง หรือยกเวต แต่ควรวางโปรแกรมที่มีทั้ง Cardio Exercise, Strength Training, Flexibility Exercise และ Balance Exercise เพื่อดูแลร่างกายอย่างรอบด้าน

หัวใจสำคัญสำหรับคนวัย 40+ คือพยายามสะสม Cardio ระดับปานกลางประมาณ 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมระดับหนัก 75-150 นาที พร้อมทำ Strength Training อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และเสริมการฝึกความยืดหยุ่นและการทรงตัวให้เหมาะกับสภาพร่างกาย

สำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด การสร้างพื้นที่ออกกำลังกายภายในบ้านด้วยอุปกรณ์จาก Johnson Fitness and Wellness ช่วยให้คุณออกกำลังกายได้สะดวกและสม่ำเสมอมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ลู่วิ่งไฟฟ้า สำหรับเดินหรือวิ่ง เครื่อง Elliptical สำหรับคาร์ดิโอแรงกระแทกต่ำ จักรยานออกกำลังกาย สำหรับฝึกความฟิต หรืออุปกรณ์ Strength Training สำหรับรักษาและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยสามารถเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับพื้นที่ เป้าหมาย และระดับการออกกำลังกายของคุณได้

เพราะการออกกำลังกายในวัย 40+ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้รูปร่างดีในวันนี้ แต่คือการลงทุนกับ กล้ามเนื้อ สุขภาพหัวใจ และความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เริ่มต้นสร้าง Home Gym ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ พร้อมเลือกซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายคุณภาพจาก Johnson Fitness and Wellness เพื่อให้ทุกวันของการออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายและทำได้ต่อเนื่อง สนใจสั่งซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายออนไลน์ คลิกเลย!! หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม โทรศัพท์: 02-751-9360 หรือ 090-090-6797 อีเมล jhtthailand@johnsonfitness.com

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และโปรโมชั่นเด็ดจาก จาก Johnson Health Tech Thailand ได้ที่

Facebook: Johnson Health Tech Thailand 

Instagram: johnsonfitnessth

Line: Johnson Health TH

YouTube: Johnson Health Tech Thailand

คำถามที่พบบ่อย

Q: อายุ 40 ควรออกกำลังกายวันละกี่นาที?
A: สามารถเริ่มจากประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน และสะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลาง โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายทุกวันหรือทำทั้งหมดในครั้งเดียว

Q: อายุ 40+ ควรออกกำลังกายทุกวันไหม?
A: สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักทุกวัน ควรสลับระหว่าง Cardio, Strength Training การออกกำลังกายเบา และวันพัก เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัว

Q: อายุ 40 ควรเล่นเวทหรือคาร์ดิโอดีกว่ากัน?
A: ควรทำทั้งสองรูปแบบ Cardio ช่วยพัฒนาความฟิตของหัวใจและระบบหายใจ ขณะที่ Strength Training มีบทบาทสำคัญต่อการรักษากล้ามเนื้อและความแข็งแรง การผสมผสานทั้งสองแบบจึงเหมาะกับสุขภาพระยะยาวมากกว่าเลือกทำเพียงอย่างเดียว

Q: อายุ 40 เริ่มสร้างกล้ามเนื้อได้ไหม?
A: ได้ อายุไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการเริ่ม Strength Training กล้ามเนื้อยังสามารถตอบสนองและปรับตัวต่อการฝึกแรงต้านได้ สิ่งสำคัญคือเลือกโปรแกรมที่เหมาะสม เพิ่มแรงต้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้ความสำคัญกับโภชนาการและการพักฟื้น

Q: คนวัย 40+ วิ่งได้ไหม?
A: หากไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ สามารถวิ่งได้ โดยผู้เริ่มต้นอาจเริ่มจากการเดินเร็ว ก่อนใช้วิธีเดินสลับวิ่งและค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาวิ่งตามความแข็งแรง

Q: คนอายุ 40+ ที่ไม่เคยออกกำลังกายควรเริ่มจากอะไร?
A: เริ่มจากกิจกรรมระดับเบาถึงปานกลาง เช่น เดิน 20-30 นาทีประมาณ 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วเพิ่ม Strength Training แบบพื้นฐาน 2 วันต่อสัปดาห์ เมื่อร่างกายปรับตัวจึงค่อยเพิ่มเวลา ความหนัก หรือความถี่ ไม่ควรเริ่มด้วยการออกกำลังกายหนักทันที

 


 

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO). “Physical Activity.”
    https://www.who.int/europe/news-room/fact-sheets/item/physical-activity

  2. World Health Organization (WHO). “WHO Guidelines on Physical Activity and Sedentary Behaviour.”
    https://www.who.int/publications/i/item/9789240015128

  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). “Adding Physical Activity as an Adult.”
    https://www.cdc.gov/physical-activity-basics/adding-adults/index.html

  4. National Institute on Aging (NIA). “How Can Strength Training Build Healthier Bodies as We Age?”
    https://www.nia.nih.gov/news/how-can-strength-training-build-healthier-bodies-we-age

  5. National Institute on Aging (NIA). “Health Benefits of Exercise and Physical Activity.”
    https://www.nia.nih.gov/health/exercise-and-physical-activity/health-benefits-exercise-and-physical-activity

← Older Post

Blog

RSS
Bowflex T6 ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับ Home Gym ที่ครบทั้งความแรง ความนุ่ม และเทคโนโลยี
Bluetooth FTMS Bowflex T6 Fitness Apps Flexzone Home Gym ความชัน 15% ความเร็ว 20 กม./ชม. มอเตอร์ 3.0 CHP ลู่วิ่ง Bowflex ลู่วิ่งออกกำลังกาย ลู่วิ่งไฟฟ้า Home Gym ลู่วิ่งไฟฟ้าปรับความชัน ลู่วิ่งไฟฟ้าพับได้ ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับบ้าน เครื่องวิ่งออกกำลังกาย

Bowflex T6 ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับ Home Gym ที่ครบทั้งความแรง ความนุ่ม และเทคโนโลยี

Johnson FitnessTH
By Johnson FitnessTH

Bowflex T6 เป็นลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับ Home Gym ที่ออกแบบมาให้รองรับตั้งแต่การเดินออกกำลังกาย วิ่งเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงการฝึกวิ่งที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ด้วยมอเตอร์ DC 3.0 CHP ทำความเร็วได้ตั้งแต่ 0.8-20 กม./ชม. ปรับความชันได้ 0-15% พร้อมพื้นที่วิ่งขนาด 50 × 152 ซม. และระบบรองรับแรงกระแทก Flexzone แบบ...

Read more
7 จุดเด่น ลู่วิ่งไฟฟ้า Bowflex T8.5J ที่คนกำลังมองหาลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับบ้านควรรู้
Bowflex T8.5J Bowflex T8.5J ดีไหม Bowflex T8.5J เหมาะกับใคร ลู่วิ่ง Home Gym ลู่วิ่งปรับความชัน ลู่วิ่งสำหรับวิ่ง ลู่วิ่งสำหรับออกกำลังกายที่บ้าน ลู่วิ่งสำหรับใช้ในบ้าน ลู่วิ่งออกกำลังกาย ลู่วิ่งไฟฟ้า Bowflex ลู่วิ่งไฟฟ้าพับได้ ลู่วิ่งไฟฟ้ารุ่นไหนดี ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับบ้าน ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับบ้าน รุ่นไหนดี

7 จุดเด่น ลู่วิ่งไฟฟ้า Bowflex T8.5J ที่คนกำลังมองหาลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับบ้านควรรู้

Johnson FitnessTH
By Johnson FitnessTH

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับบ้าน ที่ใช้งานได้มากกว่าการเดินออกกำลังกายทั่วไป ลู่วิ่งไฟฟ้า รุ่น Bowflex T8.5J เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ ด้วยพื้นที่วิ่งขนาด 50 × 152 ซม. ความเร็วสูงสุด 20 กม./ชม. ปรับความชันได้สูงสุด 12% พร้อมระบบรองรับแรงกระแทก Flexzone 3 โซน และมอเตอร์ DC 2.75...

Read more